วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2555

Adjectives

Adjectives

 
 

Adjectives
การเปรียบเทียบคำคุณศัพท์ ( Comparison of Adjectives )

การเปรียบเทียบคำคุณศัพท์ ( Comparison of Adjectives ) เป็นการเปรียบเทียบคำคุณศัพท์ที่ไปแสดงคุณภาพของนามเพื่อจะบอกให้รู้ว่านามนั้นมีลักษณะ เท่าเทียมกันหรือไม่ อย่างไร แบ่งออกเป็น 3 ขั้น คือ
  • การเปรียบเทียบขั้นปกติ ( Positive Degree ) ใช้เปรียบเทียบความเท่าเทียมกัน ไม่เท่าเทียมกัน เช่น long, short, small , big , fast, slow เป็นต้น
  • การเปรียบเทียบขั้นกว่า ( Comparative Degree ) ใช้เปรียบเทียบกับนาม 2 จำนวน เช่น longer, shorter, smaller, bigger , faster, slower เป็นต้น
  • การเปรียบเทียบขั้นสูงสุด ( Superlative Degree ) ใช้เปรียบเทียบกับนามที่มีจำนวนตั้งแต่ 3 ขึ้นไป เช่น longest, shortest, smallest, biggest เป็นต้น
1. การเปรียบเทียบขั้นปกติ ( Positive Degree ) มีตัวเชื่อมหลายรูปแบบดังต่อไปนี้
  • รูปแบบ as+ คุณศัพท์ขั้นปกติ ( positive degree) + as แสดงความ เท่าเทียมกัน เช่น This pencil is as long as that one. ดินสอแท่งนี้ยาวเท่าๆกับแท่งนั้น
  • รูปแบบ as + much หรือ many + นาม + as แสดงความเท่าเทียมกัน เช่น I have as much money as you. ฉันมีเงินมากเท่าๆกับคุณ
    I have as many books as you. ฉันมีหนังสือมากเท่าๆกับคุณ

  • รูปแบบ the same +นาม + as แสดงความเท่าเทียมกัน เช่น Malee is the same age as มาลีมีอายุเท่ากับลัดดา
    แต่ถ้าประธานเป็นพหูพจน์ ให้ตัด as ออกได้เลย เช่น
    Malee and Ladda are the same age. มาลีและลัดดาอายุเท่ากัน

  • รูปแบบ Verb to be + like แปลว่าเหมือนกัน เป็นคำเชื่อมแสดงความเท่าเทียมกัน แต่ถ้าประธานเป็น พหูพจน์ ให้ใช้ verb to be + alike เช่น She is like her father. เธอเหมือนกับพ่อของเธอ
    Your car and mine are alike. รถยนต์ของคุณและของฉันเหมือนกัน

  • รูปแบบ verb to be + similar to + นาม แปลว่า เหมือนกัน คล้ายกัน เป็นคำเชื่อมแสดงความเท่าเทียมกัน เช่น Your bag is similar to mine. ถุงของเธอคล้ายกับถุงของฉัน
  • กรณีต้องการเปรียบเทียบความไม่เท่ากันมีรูปแบบดังนี้ not so + คุณศัพท์ขั้นปกติ + as หรือ not as + คุณศัพท์ขั้นปกติ + as เช่น
    This road is not so long as that one. ถนนเส้นนี้ไม่ยาวเท่าเส้นนั้น หรือ
    This road is not as long as that one.

    not as + much/many + นาม + as เช่น
    I don’t have so much money as you . ฉันไม่มีเงินมากเท่าคุณ
    หรือI don’t have as much money as you.
2. การเปรียบเทียบขั้นกว่า ( Comparative Degree )
  • การเปรียบเทียบที่สูงกว่า แสดงในรูป คุณศัพท์ขั้นกว่า + than เช่น This road is longer than that one. ถนนเส้นนี้ยาวกว่าเส้นนั้น
    You are taller than me. หรือ You are taller than I am. เธอสูงกว่าฉัน

  • การเปรียบเทียบที่ต่ำกว่ากัน แสดงในรูป less + positive degree + than เช่น Malee is less careful than Somchai. มาลีเป็นคนที่รอบคอบน้อยกว่าสมชาย
    It is less hot today than it was yesterday. วันนี้อากาศร้อนกว่าเมื่อวานนี้

  • เมื่อนำคุณศัพท์ขั้นกว่ามาใช้เปรียบเทียบกับคำนาม ( noun ) ด้วยกัน ให้ใช้รูปแบบดังนี้ fewer + นามพหูพจน์นับได้ + than = น้อยกว่า
    less + นามนับไม่ได้ + than = น้อยกว่า
    more + นามพหูพจน์นับได้, นามนับไม่ได้ + than = มากกว่า เช่น

    There are fewer students in this room than in that room. มีนักเรียนในห้องนี้น้อยกว่าในห้องนั้น
    I spent less money than you. ฉันใช้จ่ายเงินน้อยกว่าคุณ
    There are more students in this room than in that room. มีนักเรียนในห้องนี้ มากกว่าในห้องนั้น
    My mother have more money than my father. แม่ของฉันมีเงินมากกว่าพ่อ
หมายเหตุ ในกรณีที่ than ทำหน้าที่เป็น conjunction สรรพนาม ( pronoun )ที่ตามหลัง than ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธาน ต้องมี verb ตามด้วย ดังนี้
    She eats less than I do.
    เธอเป็นคนกินน้อยกว่าฉัน
    than ทำหน้าที่เป็นคำเชื่อม 2 อนุประโยค ( clause) เข้าด้วยกัน คือShe eats less เป็น main clauseI do เป็น subordinate clause
    โดย I ทำหน้าที่ประธานของประโยคที่ 2 มี verb do ตาม
    than I do เป็น adverbial clause of comparison
ในกรณีที่ than ทำหน้าที่เป็น preposition pronoun ที่ตามหลัง than ทำหน้าที่เป็น object ไม่ต้องมี verb ตามดังนี้
    She eats less than me.
    เธอเป็นคนกินน้อยกว่าฉัน
    than ทำหน้าที่เป็น preposition ดังนั้น pronounที่ตามหลัง
    than อยู่ในรูป ของกรรม ( object ) คือ me จึงไม่ต้องมี verb ตาม
โดยทั่วไปใช้ได้และมีความหมายไม่ต่างกันทั้งสองกรณี
3. การเปรียบเทียบขั้นสูงสุด ( Superlative Degree ) รูปแบบมีดังนี้ the + คุณศัพท์ขั้นสูงสุด + นาม
What is the longest river in the world? แม่น้ำอะไรยาวที่สุดในโลก
My eldest son is 16 years old. ลูกชายคนโตของฉันอายุ 16 ปี
Jane is my best friend. เจนเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน
( ถ้ามี possessive adjective อยู่หน้าคุณศัพท์ขั้นสูงสุดแล้ว ไม่ต้องใช้ the )
 

เกร็ดความรู้อาเซียน

เกร็ดความรู้อาเซียน


 
ประเทศอาเซียน
 
เชื่อว่าชื่อนี้หลายท่านที่ชอบดูข่าวเศรษฐกิจคงเคยได้ยินผ่านหูผ่านตามาบ้างแล้ว แต่น้อยคนนักที่จะทราบความหมายที่แท้จริงของคำว่า “ประเทศอาเซียน“ในฐานะที่ประเทศไทยของเรา ก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของ ประเทศอาเซียน เราก็ควรทราบถึงที่มา และความสำคัญของการเป็นสมาชิกใน ประเทศอาเซียนกันไว้บ้าง
ประเทศอาเซียน หรือ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เกิดจาก การรวมตัวกันของกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีวัตถุประสงค์
เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจในประเทศขก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว รวมทั้งเมื่อมีการรวมตัวกันแล้ว จะทำให้มีอำนาจในการต่อรองทางด้านเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น
โดยประเทศอาเซียนมีสำนักงานศูนย์กลางอยู่ที่ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนิเซีย

สัญลักษณ์ของประเทศอาเซียนคือ รูปรวงข้าว สีเหลืองบนพื้นสีแดงล้อมรอบด้วยวงกลม สีขาวและสีน้ำเงิน
รวงข้าว 10 ต้น หมายถึง ประเทศสมาชิก 10 ประเทศที่รวมกันเพื่อมิตรภาพ
  • สีเหลือง หมายถึง ความเจริญรุ่งเรือง
  • สีแดง หมายถึง ความกล้าหาญ
  • สีขาว หมายถึง ความบริสุทธิ์
  • สีน้ำเงิน หมายถึง สันติภาพและความมั่นคง


ประเทศอาเซียน เริ่มก่อตั้งครั้งแรกนั้น มีสมาชิกเพียง 5 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย,มาเลเซีย,ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย
ปัจจุบัน ประเทศอาเซียน มีสมาชิกทั้งหมด 10 ประเทศ ได้แก่

  1. บรูไนดารุสซาลาม (Brunei Darussalam)
  2. ราชอาณาจักรกัมพูชา (Kingdom of Cambodia)
  3. สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) (The Lao People’s Democratic Republic of Lao PDR)
  4. ประเทศมาเลเซีย (Malaysia)
  5. สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ (Republic of the Philippines)
  6. สาธารณรัฐสิงคโปร์ (The Republic of Singapore)
  7. ประเทศอินโดนีเซีย (Indonesia)
  8. สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (The Socialist Republic of Vietnam)
  9. สหภาพพม่า (Union of Myanmar)
  10. ประเทศไทย (Kingdom of Thailand)

โครงสร้างระโยคภาษาอังกฤษ

โครงสร้างระโยคภาษาอังกฤษ



Sentence (ประโยค) หมายถึง หน่วยความคิดหรือข้อความที่มีความสมบูรณ์ทั้งในเรื่องของไวยากรณ์
และความหมายที่มนุษย์ใช้ในการสื่อสาร


ประโยคจะต้องประกอบด้วยอย่างน้อย 2 ส่วน ดังนี้
ประธาน+กริยา+(ส่วนเติมเต็มที่จะทำให้ประโยคสมบูรณ์)
Subject+Verb+(complement)
ส่วนที่อยู่ในวงเล็บอาจจะมีหรือไม่มีก็ได้ ถ้าประโยคสมบูรณ์แล้วไม่ต้องมีก็ได้


Subject
(ประธาน) คือ ผู้กระทำ หรือ ผู้แสดง คำที่จะมาทำหน้าที่ประธานของประโยค ได้แก่ คำนาม(Noun)
เช่น the boy, the cat ,the book , Wanit etc. หรือ คำสรรพนาม(Pronoun) เช่น I, You,
We, They, He, She, It เป็นต้น

Verb (กริยา) คือ อาการที่ประธานแสดงออกมา เช่น นั่ง (sit) นอน ( sleep ) เดิน ( walk ) Verb to be
( is, am, are ทั้ง 3 ตัวแปลว่า เป็น อยู่ คือ ) เป็นต้น

complement (ส่วนเติมเต็ม) คือ ส่วนที่ไปทำให้ประโยคสมบูรณ์ซึ่งอาจจะเป็น

Object (กรรม) คือ ผู้ถูกกระทำ หรือ ส่วนขยายประโยคก็ได้ เช่น

The student
studies
English at school.นักเรียนเรียนหนังสือที่โรงเรียน
The children
are
at school. นักเรียนอยู่ที่โรงเรียน
Subject
Verb
ส่วน English เป็น Object
และ at school เป็นส่วนเติมเต็มขยายประโยค

ประโยคภาษาอังกฤษ มีรูปแบบการใช้แตกต่างกันไปตามกาลเวลา ซึ่งภาษาอังกฤษ
เรียกว่า Tense มี 12 รูปแบบ ดังนี้
อนาคต
ปัจจุบัน
อดีต
Future
Present
Past
1. Simple Future Tense 1. Simple Present Tense 1. Simple Past Tense
2. Future Continuous Tense 2. Present Continuous Tense 2. Past Continuous Tense
3. Future Perfect Tense 3. Present Perfect Tense 3. Past Perfect Tense
4. Future Perfect Continuous
Tense
4. Present Perfect Continuous
Tense
4. Past Perfect Continuous
Tense

การใช้ภาษาแสดงออกทางความคิด

การใช้ภาษาแสดงออกทางความคิด

 
 
การใช้ภาษาแสดงออกทางความคิด
มนุษย์สามารถใช้ภาษาแสดงออกทางความคิดของตนได้ในลักษณะต่าง ๆ ดังนี้ คือ
1.ใช้ภาษาแสดงเหตุผล
2.ใช้ภาษาแสดงทรรศนะ
3.ใช้ภาษาในการโต้แย้ง
4.ใช้ภาษาในการโน้มน้าวใจ
การใช้ภาษาแสดงเหตุผล
ความหมายของคำว่าเหตุผล
เหตุผล หมายถึง ความคิดอันเป็นหลักทั่วไปกฎเกณฑ์ รวมทั้งข้อเท็จจริง ที่สนับสนุนข้อสรุป ข้อวินิจฉัย ข้อตัดสินใจ หรือข้อยุติ เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เนื่องจากเราใช้ เหตุผล ในการสนับสนุน ข้อสรุป เราอาจจะเรียก เหตุผล ว่าข้อสนับสนุนก็ได้ และข้อสรุป เป็นคำกลาง ๆ เป็นศัพท์เฉพาะ ที่เกี่ยวกับการแสดงเหตุผล ในภาษาที่ใช้กันอยู่ตามปกตินั้นอาจเรียกว่า ข้อสังเกต,การคาดคะเน, คำวิงวอน, ข้อคิด, หรือการตัดสินใจ ก็ได้
โครงสร้างของการแสดงเหตุผลและภาษาที่ใช้ในการแสดงเหตุผล
1. โครงสร้างของการแสดงเหตุผล ประกอบด้วย
- ตัวเหตุผล หรือเรีรยกว่า ข้อสนับสนุน
- ข้อสรุป

2. ภาษาที่ใช้ในการแสดงเหตุผล
มี 4 ลักษณะดังต่อไปนี้
2.1ใช้สันธานที่จำเป็นบางคำ มักเรียงเหตุผลไว้ก่อนสรุป โดยใช้สันธาน จึง เพราะ เพราะว่า เพราะฉะนั้น เพราะ……จึง หรืออาจเรียงข้อสรุปไว้ก่อนเหตุผล โดยใช้คำสันธาน เพราะ เพราะว่า ทั้งนี้เพราะว่า
2.2 ไม่ใช้สันธาน แต่เรียบเรียงข้อความโดยวางส่วนที่เป็นเหตุผล หรือส่วนที่เป็นข้อสรุปไว้ให้เหมาะสม ผู้ฟังก็จะรับสารได้ว่า ข้อความนั้นเป็นการแสดง เหตุผล อยู่ในตัว เช่น ฉันจะไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคใด ๆ เป็นอันขาด ฉันได้รับการสั่งสอนจากคุณแม่ให้สู้เสมอ จะเห็นว่า วรรคแรก เป็นข้อสรุป วรรคที่สอง เป็นเหตุผลที่สนับสนุนข้อสรุป
2.3 ใช้กลุ่มคำเรียงกันบ่งชี้ว่า ตอนใดเป็นเหตุผล หรือข้อสรุป เมื่อต้องการชี้เหตุผลและข้อสรุป ให้ชัดแจ้งลงไป ก็ระบุไปว่า ข้อสรุป ข้อสรุปว่า เหตุผลคือ เหตุผลที่สำคัญคือ
2.4 ใช้เหตุผลหลาย ๆ ประกอบกันเข้า เพื่อเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้แก่ข้อสรุปของตน โดยแยกแยะเหตุผลเป็นข้อ ๆ ไป เพื่อช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้น
กระบวนการแสดงเหตุผลและการอนุมาน
การอนุมาน หมายถึงกระบวนการคิดในการหาข้อสรุปจากเหตุผลที่มีอยู่ การอนุมานมี 2 ประเภท คือ การอนุมานด้วยวิธีนิรนัย และการอนุมานด้วยวิธีอุปนัย
การอนุมานด้วยวิธีนิรนัย
การอนุมานด้วยวิธีนิรนัย คือ การแสดงเหตุผลจากส่วนรวม ไปหาส่วนย่อยหรือการอนุมาน จากหลักความจริงทั่วไปกับกรณีเฉพาะกรณีหนึ่ง แล้วอนุมาน ได้ข้อสรุป ซึ่งเป็นกรณีเฉพาะอีกกรณีหนึ่ง เช่น
หลักความจริงทั่วไป- มนุษย์ทั้งปวงต้องการปัจจัยสี่
กรณีเฉพาะกรณีหนึ่ง- ฉันเป็นมนุษย์
กรณีเฉพาะอีกกรณีหนึ่ง- เพราะฉะนั้นฉันต้องการปัจจัยสี่
หรืออาจจะใช้วิธีนิรนัยอย่างย่อเป็น ฉันเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้น ฉันต้องการปัจจัยสี่ หรือนี้จะใช้ข้อมูล หรือข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่เป็นกรณีเฉพาะกี่กรณี ก็ได้ เป็นข้อสนับสนุน เพื่อหาข้อสรุปที่เป็นหลักหรือกฎเกณฑ์ทั่วไป วิธีอุปนัยนี้อาจจะใช้แนวเทียบในการหาข้อสรุปก็ได้
ข้อควรสังเกต ข้อสรุปด้วยวิธีนิรนัย ต้องเป็นเช่นนั้น ,ข้อสรุปด้วยวิธีอุปนัย น่าจะเป็นเช่นนั้น
ความหมายของคำ เหตุ และ ผล
เหตุ หรือ สาเหตุ หรือมูลเหตุ คือ สิ่งที่ทำให้เกิดสิ่งอื่นตามมา
ผล หรือ ผลลัพธ์ คือ สิ่งที่เกิดตามมาจากเหตุ
การอนุมานโดยพิจารณา สาเหตุและผลลัพธ์ที่สัมพันธ์กัน การอนุมานด้วยวิธีนี้คือ การอนุมานแบบวิธีอุปนัยนั่นเอง แบ่งได้ 3 ประเภทด้วยกันคือ
1. การอนุมานจากสาเหตุไปหาผลลัพธ์ เป็นการอนุมานโดยอาศัยความรู้ ความเข้าใจหาข้อสรุปว่าปรากฎการณ์นั้นทำให้เกิดผลลัพธ์อะไร เช่น ขยันดูหนังสือ (สาเหตุ) -> อนุมาน -> สอบได้ (ผลลัพธ์)

2. การอนุมานจากผลลัพธ์ไปหาสาเหตุ
เป็นการอนุมานจากปรากฎการณ์หรือเหตุการณ์ โดยอาศัยความรู้และเข้าใจของเรา เพื่อสืบหาสาเหตุ เช่น ผลการสอบ ไม่เป็นที่พอใจ -> อนุมาน -> ความไม่ประมาท ไม่เอาใจใส่
3. การอนุมานจากผลลัพธ์ไปหาผลลัพธ์
เป็นการอนุมานจากปรากฎการณ์หรือเหตุการณ์อย่างหนึ่ง ว่าเป็นผลลัพธ์ของสาเหตุใด แล้วพิจารณาต่อไปว่า สาเหตุนั้น อาจจะก่อให้เกิดผลลัพธ์อื่นๆ อีก ตัวอย่างอนุมานเช่น ตกคณิต (ผลลัพธ์) -> อ่อนคณิต (สาเหตุ) -> ตกฟิสิกส์ (ผลลัพธ์)
การรู้จักความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผลนี้ ช่วยให้รู้จักพิจารณาสังเกตและทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างมีระเบียบ
การใช้ภาษาแสดงทรรศนะ
ทรรศนะ คือ ความคิดเห็นที่ประกอบด้วยเหตุผล
โครงสร้างของการแสดงทรรศนะ ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วน คือ
1.ที่มา คือ ส่วนที่เป็นเรื่องราวต่างๆที่ทำให้เกิดการแสดงทรรศนะ
2.ข้อสนับสนุน คือ ข้อเท็จจริง หลักการ รวมทั้งทรรศนะหรือมติของผู้อื่น ที่ผู้แสดงทรรศนะนำมาใส่ เพื่อสนับสนุนทรรศนะของตน
3.ข้อสรุป คือ สารสำคัญที่สุดของทรรศนะ อาจเป็นข้อเสนอแนะ ข้อวินิจฉัย หรือ ประเมินค่า
ความแตกต่างระหว่างทรรศนะของบุคคล
ทรรศนะของคนในสังคม อาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสิ่งสำคัญ 2 ประการคือ
1. คุณสมบัติตามธรรมชาติของมนุษย์ ได้แก่ เชาว์ ปฏิภาณ ไหวพริบ ความถนัด เป็นต้น จะพัฒนาได้ เต็มที่ต้องอาศัยการส่งเสริม และสนับสนุนจากสิ่งแวดล้อม
2. อิทธิพลของสิ่งแวดล้อม ทำให้บุคคลมีลักษณะแตกต่างกันในเรื่องความรู้ ประสบการณ์ความเชื่อและค่านิยมดังนี้
ความรู้ประสบการณ์จะทำให้บุคคลแสดงทรรศนะได้แตกต่างกันไป
ความเชื่อบุคคลแสดงทรรศนะต่างกันตามความเชื่อ ซึ่งได้จากการศึกษาอบรมทางครอบครัว และสิ่งแวดล้อม หรือวัยและประสบการณ์
ค่านิยมคือ ความรู้สึกที่มีอยู่ในจิตใจแต่ละคน เป็นเครื่องกำหนดพฤติกรรมและอิทธิพลต่อการแสดงทรรศนะของบุคคล
ประเภทของทรรศนะ
1. ทรรศนะเกี่ยวกับข้อเท็จจริง คือ ทรรศนะที่เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วแต่ยังไม่ทราบข้อเท็จจริง การแสดงทรรศนะประเภทนี้ จึงเป็นเพียงการสันนิษฐาน จะน่าเชื่อถือเพียงใดขึ้นกับข้อสนับสนุน
2. ทรรศนะเกี่ยวกับคุณค่า ค่านิยมเป็นทรรศนะที่ประเมินว่าสิ่งใดดีหรือด้อย เป็นประโยชน์หรือ โทษ
3. ทรรศนะเกี่ยวกับนโยบาย เป็นทรรศนะที่บ่งชี้ว่าควรทำอย่างไร อย่างไรต่อไปในอนาคต หรือ ควรแก้ไขปรับปรุงสิ่งใดไปในทางใด อย่างไร การแสดงทรรศนะ เกี่ยวกับนโยบาย มักจะต้องเสนอข้อเท็จจริง เพื่อสนับสนุนนโยบายและประเมินค่านโยบายที่เสนอนั้นด้วย
วิธีใช้ภาษาในการแสดงทรรศนะ
ภาษาที่ใช้ในการแสดงทรรศนะนั้น จะต้องใช้ถ้อยคำกะทัดรัด ให้คำที่มีความหมายแจ่มชัด การเรียงลำดับ ความไม่สับสน วกวน และต้องใช้ภาษาให้ถูกต้อง กับระดับการสื่อสาร
ลักษณะที่ควรสังเกตในการใช้คำหรือกลุ่มคำในการแสดงทรรศนะ
1. ใช้สรรพนามบุรุษที่ 1 หรือคำนามที่ประกอบกับกริยาวลีที่ชี้ชัดว่า เป็นการแสดงทรรศนะ เช่น พวกเรามีความเห็นว่า ……… , ข้าพเจ้าเข้าใจว่า…………… , ผมขอสรุปว่า……………..
2. ใช้คำหรือวลีที่บ่งชี้ว่าเป็นการแสดงทรรศนะ เช่น คำว่า น่า คง คงจะ ควร พึง ตัวอย่าง เช่น รัฐบาลน่าจะทบทวน……. คณะนักเรียนคงเข้าใจผิดว่า……. , โรงเรียนควรจะต้องคำนึงถึง……..
การประเมินค่าทรรศนะ
1. ประโยชน์และลักษณะสร้างสรรค์ ทรรศนะที่ดีควรก่อให้เกิดประโยชน์ และก่อให้เกิดสิ่งแปลกใหม่ ที่นำไปใช้ประโยชน์ได้ ขณะเดียวกันก็คงสิ่งดีงามของสังคมไว้
2. ความสมเหตุสมผล ทรรศนะที่ดีจะต้องมีข้อสนับสนุน ที่มีน้ำหนักพอที่จะทำให้ข้อสรุปน่าเชื่อ
3. ความเหมาะสมกับผู้รับสาระและกาลเทศะ ในการพิจารณา จะต้องพิจารณาด้วยว่าทรรศนะนั้น แสดงแก่ผู้ใดและในโอกาสใด เพื่อจะประเมินได้ว่า เหมาะสมหรือไม่
การใช้ภาษา ภาษาที่ใช้ต้องชัดเจน แม่นตรงตามที่ต้องการ และเหมาะสม แก่ระดับการสื่อสารหรือไม่ เพียงใด
การโน้มน้าวใจ
การโน้มน้าวใจ คือ การใช้ความพยายามที่จะเปลี่ยนความเชื่อ ทัศนคติค่านิยมและการกระทำของบุคคลอื่น ด้วยกลวิธีที่เหมาะสมให้มีผลกระทบใจบุคคลนั้น จนเกิดการยอมรับและยอมเปลี่ยนตามที่ผู้โน้มน้าวใจต้องการ
ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์กับการโน้มน้าวใจ
ความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ เป็นแรงผลักดันให้มนุษย์สร้างทัศนคติความเชื่อค่านิยม รวมทั้งกระทำพฤติกรรมอื่นๆ อีกนานัปการ เพื่อสนองความต้องการ ของตน เมื่อใดก็ตามที่มนุษย์ถูกเร้าจนกระจักษ์ว่าถ้าตนได้ปรับเปลี่ยนความคิดและการกระทำไปตามแนวทางที่ถูกรบเร้านั้นแล้ว ตนก็จะได้รับสิ่ง ซึ่งสนองความต้องการ ขั้นพื้นฐาน ตามความปรารถนา เมื่อนั้นมนุษย์ก็จะตกอยู่ในสภาวะที่ถูกโน้มน้าวใจได้ หลักสำคัญที่สุดของการโน้มน้าวใจคือการทำให้มนุษย์ประจักษ์แก่ใจตนเองว่า ถ้าเชื่อเห็นคุณค่าหรือกระทำตามที่ผู้โน้มน้าวใจชี้แจงหรือชักนำ ก็จะได้รับผลที่ตอบสนองความต้องการขึ้นพื้นฐานของตน
การแสดงให้ประจักษ์ถึงความน่าเชื่อถือของบุคคลผู้โน้มน้าวใจ
1.การแสดงให้ประจักษ์ถึงความน่าเชื่อถือของบุคคลผู้โน้มน้าวใจโดยธรรมดาบุคคลที่มีคุณลักษณะ 3 ประการ คือ มีความรู้จริง มีคุณธรรม และมีความปรารถนาดี ต่อผู้อื่น ย่อมได้รับความเชื่อถือจากบุคคลทั่วไป
2.การแสดงให้ประจักษ์ ตามกระบวนการของเหตุผลผู้โน้มน้าวใจต้องแสดงให้ประจักษ์ว่า เรื่องที่ตนกำลังโน้มน้าวใจมีเหตุผลหนักแน่น และมีคุณค่าควร แก่การยอมรับ อย่างแท้จริง
3.การแสดงให้ประจักษ์ถึงความรู้สึก และอารมณ์ร่วมบุคคลที่มีอารมณ์ร่วมทันย่อมคล้อยตามทันได้ง่ายกว่าบุคคลที่มีความรู้สึกปฏิปักษ์ต่อกัน เมื่อใดที่ผู้โน้มน้าวใจ ค้นพบ และแสดงอารมณ์ร่วมออกมา การโน้มน้าวใจก็จะสัมฤทธิ์ผล
4.การแสดงให้เห็นทางเลือกทั้งด้านดีและด้านเสียผู้โน้มน้าวใจต้องโน้มน้าวผู้รับสารให้เชื่อถือ หรือปฏิบัติเฉพาะทางที่ตนต้องการ โดยชี้ให้ว่าสิ่งนั้น มีด้านที่เป็นโทษ อย่างไร ด้านที่เป็นคุณอย่างไร
5.การสร้างความหรรษาแก่ผู้รับสารการเปลี่ยนบรรยากาศ ให้ผ่อนคลายด้วยอารมณ์ขัน จะทำให้ผู้รับสารเปลี่ยนสภาพจากการต่อต้านมาเป็นความรู้สึกกลางๆ พร้อมที่จะคล้อยตามได้
6.การเร้าให้เกิดอารมณ์อย่างแรงกล้า เมื่อมนุษย์เกิดอารมณ์ขึ้นอย่างแรงกล้า ไม่ว่าดีใจ เสียใจ โกรธแค้น อารมณ์เหล่านี้ มักจะทำให้มนุษย์ไม่ใช่เหตุผลอย่างถี่ถ้วน พิจารณาถึงความถูกต้องเหมาะควร เมื่อมีการตัดสินใจ ก็อาจจะคล้อยไปตามที่ผู้โน้มน้าวใจเสมอแนะได้ง่าย
น้ำเสียงของภาษาที่โน้มน้าวใจ
ควรใช้ภาษาในเชิงเสนอแนะ ขอร้อง วิงวอน หรือเร้าใจซึ่งในการใช้ถ้อยคำให้เกิดน้ำเสียงดังกล่าว จะต้องเลือกใช้คำที่สื่อความหมายตามที่ต้องการ โดยคำนึงถึง จังหวะและความนุ่นนวลในน้ำเสียง
การพิจารณาสารโน้มน้าวใจลักษณะต่างๆ
1. คำเชิญชวน เป็นการแนะให้ช่วยกันกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง กลวิธีคือ การชี้ให้เห็นผู้ถูกโน้มน้าวใจเกิดความภาคภูมิใจว่า ถ้าปฏิบัติตามคำเชิญชวน จะได้ชื่อว่า เป็นผู้ทำประโยชน์แก่ส่วนรวม
2.โฆษณาสินค้าหรือโฆษณาบริการ ลักษณะสำคัญของโฆษณาสินค้าคือ
2.1 จะมีส่วนนำที่สะดุดหูสะดุดตาซึ่งมีผลทำให้สะดุดใจสาธารณชน
2.2 ตัวสารจะไม่ใช่ถ้อยคำที่ยืดยาว มักเป็นรูปประโยคสั้นๆ หรือวลีสั้นๆ
2.3 เนื้อหาจะชี้ให้เห็นถึงความดีของสินค้า
2.4 ผู้โฆษณาจะโน้มน้าวใจที่มุ่งสนองความต้องการพื้นฐานของมนุษย์
2.5 เนื้อหาของการโฆษณา จะขาดเหตุผลที่หนักแน่นและรัดกุม
2.6 สารโฆษณาจะปรากฎทางสื่อต่างๆ ซ้ำๆ กัน
3.โฆษณาชวนเชื่อ เป็นการพยายามโดยจงใจเจตนา ที่จะเปลี่ยนความเชื่อและการกระทำของบุคคล ให้เป็นไปในทางที่ตนต้องการ ด้วยวิธีต่างๆ โดยไม่คำนึง ถึงความถูกต้อง ของเหตุผลและข้อเท็จจริง ผู้โฆษณามีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนความเชื่อและอุดมการณ์ของคน ให้นิยมเลื่อมใสในอุดมการณ์ฝ่ายตน และกระทำพฤติกรรมต่างๆ ตามที่ฝ่ายโฆษณาชวนเชื่อต้องการ
กลวิธีในการโฆษณาชวนเชื่อ
1.การตราชื่อ เป็นการเบนความสนใจและผู้รับสารไปจากเหตุผลและข้อเท็จจริง ผู้รับสารควรพิจารณาหลักการและเนื้อหาต่างๆ ให้รอบคอบเสียก่อน โดยไม่ใช้ความคิด หรือเหตุผลตรวจสอบ
2.การกล่าวสรุปรวมๆ ด้วยถ้อยคำหรูหรา ผู้โน้มน้าวใจมักจะใช้ถ้อยคำที่ผูกพันความคิด หลักการ บุคคล สถาบันและอุดมการณ์ ทำให้ผู้ฟังเกิดความเชื่อถือ เลื่อมใส ด้วยความคิด บุคคลและสถาบัน
3.การอ้างบุคคลหรือสถาบัน ผู้โฆษณาจะเน้นการใช้วิธีอ้างถึงสถาบันหรือบุคคลที่ทรงคุณวุฒิ เพื่อให้ผู้ฟังเกิดทัศนคติที่ดี หรือเกิดความนิยมชมชอบนโยบาย หลักการหรืออุดมการณ์ของตน
4.การทำเหมือนชาวบ้านธรรมดา ผู้โฆษณาจะเชื่อมโยงตนเองและหลักการหรือความคิดของตน ให้เข้าไปผูกพันกับชาวบ้านเพื่อแสดงตนว่า ตนเป็นพวกเดียวกับ ชนเหล่านั้น
5.การกล่าวแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตน ผู้โฆษณาจะเลือกนำแต่เฉพาะแง่ที่เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตนมากล่าวโดยพยายามกลบเกลื่อนแง่อื่นที่เป็นโทษ
6.การอ้างคนส่วนใหญ่ ผู้โฆษณาชวนเชื่อพยายามชักจูงให้ผู้รับสารเกิดความตระหนักว่าคนส่วนใหญ่ประพฤติปฏิบัติเช่นนี้
การโน้มน้าวใจจะเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ ก็ต่อเมื่อ ผู้โน้มน้าวใจมีเจตนาที่ลวง กลบเกลื่อน หรือปิดบังไม่ให้ผู้รับการได้รับรู้ความจริงและเหตุผลที่จะเป็นต้องรู้


บทสนทนาภาษาอังกฤษเกี่ยวกับการพูดทักทาย

บทสนทนาภาษาอังกฤษเกี่ยวกับการพูดทักทาย


 
 
 
บทสนทนาภาษาอังกฤษ การทักทาย (Greetings)

บทสนทนาภาษาอังกฤษ การทักทายภาษาอังกฤษ คำทักทายภาษาอังกฤษที่ควรทราบมีดังนี้
Good morning สวัสดี (เช้าถึงเที่ยงวัน)
Good afternoon สวัสดี (หลังเที่ยงวันถึงช่วงเย็น)
Good evening สวัสดี (ช่วงเย็นถึงกลางคืน)
Good day สวัสดี (ตลอดวัน)
Hello/Hi สวัสดี (เพื่อนหรือคนรู้จักทั่วไป)

บทสนทนาภาษาอังกฤษ การสอบถามทุกข์-สุขภาษาอังกฤษ สำนวนภาษาอังกฤษที่ใช้สอบถามว่าสบายดีหรือ ได้แก่
How are you? (เน้นเรื่องสุขภาพ)
How are you going? (อังกฤษ) How are you doing? (อเมริกัน)
How’s it going? (เน้นความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน)
How have you been? (ในกรณีนาน ๆ เจอกันที)
How’s your life?
How’s everything?
How are things (with you)?

บทสนทนาภาษาอังกฤษ การตอบ ตัวอย่างการตอบภาษาอังกฤษ ได้แก่
(I'm) fine, thanks. And you? สบายดี ขอบคุณ แล้วคุณล่ะ
Good. สบายดี
Very well สบายดีมาก
I'm O.K. ก็ดี
So so. ก็งั้น ๆ
Not (too) bad ก็ไม่เลว
Great! เยี่ยม